EQ

จุดเริ่มต้นในการเรียนรู้เรื่อง เสียง ความถี่ สัญญาณในภาคต่างๆ
Compressor เบื้องต้น
http://www.patid.com/forum/showthread.php?tid=3631
สูตรคร่าวๆการ mix กลองกะเบส
http://www.patid.com/forum/showthread.php?tid=3629
EQ เสียงกลอง
http://www.patid.com/forum/showthread.php?tid=3628
การ mix เสียงร้อง
http://www.patid.com/forum/showthread.php?tid=3630

ที่มา : www.patid.com

*******************************

หลักการ EQ

ที่มา : www.patid.com

อ. Pop : PostPosted: Sun 19 May 2002 08:34

เมื่อวานผมเอามาแต่บทสัมภาษณ์สั้นๆ ทีนี้เอาแบบที่เค้าเขียนปกติมั่งคับมาจากตอนเดียวกัน คือ การ EQ ให้เสียงชัดเจนมากขึ้น เค้าบอกว่า ปกติแล้วเนี่ย การที่เสียงนั้นๆไม่มีความเป็นตัวตนที่ชัดเจน(lack of definition) ก็เพราะว่ามีความถี่ช่วง 400-800 Hz มากเกินไป ความถี่ช่วงนี้จะทำให้เสียงมีลักษณะ ‘boxy’ (แปลเป็นไทยไงดีล่ะคับ เหมือนอัดเสียงในกล่องอ่ะ อืมม..คงแบบอู้อี้ ไม่ค่อยรู้เรื่องมั้งฮะ)
ส่วนวิธีการแก้ไขก็ทำดังนี้ครับ (ต้องใช้ EQ แบบ parametric หรือ sweep นะครับ)
1.) ให้เราปรับปุ่ม gain หรือ boost/cut ลดลงประมาณ 8-10 dB
2.) sweep ความถี่ไปเรื่อยๆ จนถึงที่ๆคุณรู้สึกว่า เสียงมันมี definition มากที่สุดไม่ boxy เท่าไรแล้ว
3.) ทีนี้ปรับปุ่ม gain หรือ boost/cut ของเราตามแต่รสนิยมครับ แต่ให้ระวังว่า
ถ้าลดมากไปจะทำให้เสียงบางได้
4.)ถ้าต้องการความชัดเจนมากอีกหน่อยลองเพิ่มที่ ช่วงความถี่เสียงกลางสูง(upper mids) ประมาณ 1-4kHz เอาแค่ 1-2 dB. ก็พอครับ หรือว่าอยากเพิ่มมากกว่านั้นก็ได้แต่ต้องระวังนิดนึง
5.)ถ้าต้องการเพิ่มความแวววาว, ทอประกายให้กับเสียง (sparkle) ลองเพิ่มช่วง 5-10kHz ดูครับ
6.)ถ้าต้องการเพิ่ม ‘air’ ให้รู้สึกโปร่งๆ ก็ลองเพิ่มตรง 10-15kHz ครับNOTE! ควรที่จะปรับลดเสมอถ้าเป็นไปได้ การปรับเพิ่มนั้นจะทำให้ความสัมพันธ์

ของ phase เปลี่ยนไปซึ่งจะทำให้เสียงนั้นมีสีสันอันไม่พึงปรารถนาได้ ปกติแล้ว
ยิ่ง boost มากเท่าไร phase shift ก็มากตามไปด้วย และการ mix ก็จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่
engineer หลายๆคนใช้ EQ เท่าที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ถ้าเสียงมันดี มันก็ดีนั่นแหละ
จบแล้ว สำหรับวันนี้ ฮา ฮา เฮ้ออ แปลยากจริงๆเลย ผมไม่รู้จะเรียกคำพวก sparkle,
air, muddy, point, boxy, boomy ฯลฯ ที่ฝรั่งมันใช้อธิบายคุณภาพของเสียงเป็น
ภาษาไทยว่าอะไรดี ใครทราบช่วยบอกหน่อยนะค้าบ ครั้งหน้าผมจะได้เขียนให้มันเข้าใจง่าย
กว่านี้ถมอีกหน่อยละกันครับ จะได้จบๆเรื่องนี้ไป ข้ามไปการใช้ EQ แบบอื่นๆในวันต่อๆไป
เค้าบอกว่านอกจากการปรับ EQ แบบนั้นแล้ว คุณยังสามารถปรับอีกวิธีได้ด้วย ลองทำดูนะครับ
1.) เริ่มจากการปรับ EQ ให้ flat ให้หมด (ปุ่ม boost/cut, gain อยู่ที่ตำแหน่ง 0 หมด)
เสร็จแล้วปรับลดเสียงย่านความถี่ต่ำลงให้หมด (หมดเลยนะครับ cut ไป 18-20dB.
หรือเท่าที่มันจะมีให้น่ะครับ)
2.) ใช้ EQ ส่วนที่เหลือแทน ค่อยๆ ปรับ upper mids (ประมาณ 1-4kHz) จนเสียงมันมีความหนาพอดีๆ
3.) จากนั้นก็มาปรับเสียง lower mids (ประมาณ 250-900Hz) ให้เสียงมันครบขึ้น
4.) จากนั้นค่อยๆปรับเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นมาครับ (จากที่เราปรับลดไปหมดเลย)
ดูให้มันมีความหนักหน่วงพอสมควร แต่ไม่มากไปจนเสียงขุ่นมัว (muddy)
5.) เพิ่มความถี่สูงๆ เพื่อให้มันมี definition มากขึ้น
เอาล่ะครับ หมดแล้ว เรื่องการใช้ EQ เพื่อให้เสียงมันชัดเจนขึ้น ถ้าผมมีเวลาวันหลัง
จะแวะมาโพสให้ใหม่ครับ เพราะยังมี tips การใช้ EQ อีกหลายๆแบบเลย
*********************
อ. azusa :PostPosted: Tue 21 May 2002 15:34
อยากจะขอ jam ดัวยคนครับ ก่อนที่จะ EQ ลงไปควรจะฟังก่อนว่า จำเป็นต้องทำหรือไม่
EQ ที่คุณ POP บอกมานี่ มันหมายถึงว่า ปรับเสียงที่อัดมาจากเครื่องสดในห้องอัด
เพื่อนๆหลายคนที่ทำอยู่บ้าน ส่วนมากจะทำจาก sample หรือ sound module
พวก sample หรือ sound module ทั้งหลายนี่ เขา EQ มาแล้วนะครับ
บางอันก้อผ่านวิธีการยำโดย sound designer มาหลายอย่างก่อนที่จะออกมาขาย
EQ มากเกินไปจะเกิดเป็นไข้นะครับ ไข้อันนี้เรียกว่า IM distortion
Intermodulate distortion เกิดมาจาก frequency ข้างเคียงมาทับกันบ้าง
ทำให้เหลื่อมกันบ้าง ตีกันอย่างสนุก ทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนความดังของแต่ละ frequency หมายถึงว่า
คุณเปลี่ยนความดังของ harmonic ของแต่ละอันด้วย ขึ้นไปถึง 7-9 ตัวข้างบน
เช่นเพิ่มที่ 100 Hz คุณจะได้ยินเพิ่มที่ 200,300, 400, 500, 600, 700…..
ขึ้นไปเรื่อยตามธรรมชาติของ Harmonic series
Frequency ตั้งแต่ 10 kHz ขึ้นไปจะมีปัญหาน้อยที่สุด เพราะ harmonic ตัวที่ถัดไปคือ 20 kHz
คนธรรมดาจะไม่ได้ยินแล้ว แต่อย่าเพิ่งดีใจมากเกินไปนะครับ
สำหรับ digital audio นี่ืคือเราอัดด้วย 44.1k หรือ 48k
ไอ้ตัว harmonic ที่เกิน 20kHz นี่มันยังอัดเข้าไปได้อยู่ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ยิน
แต่มันจะกลับมาสมทบอีกทีตามหลักของ digital audio (เรียกว่าfold back)
แต่โชคดีนิดนึงตอนที่หูคนไม่ sensitive เท่าไรนักใน frequency สูงขนาดนี้
สำหรับ 96k นี่คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะต้องระวังมากขึ้น เพราะมันกลับมาสมทบ 4 เท่า
ยิ่งมีเครื่องดนตรีมากชิ้น หรือเพลงประเภท Jazz ซึ่งใช้ chord แบบทั้งกำมือ ยิ่งควรระวังมากขึ้น
(อันนี้ต้องขอยกนิ้วให้พวก engineer ที่อัดเพลงพวก Symphony
เพราะนอกจาก EQ แล้วยังต้องระวัง dynamics อีก)
วิธีแก้คือ : หลายคนใช้ Low pass filter ดักเอาไว้
ให้ได้ยินแค่ fundamental frequency ของเสียงนั้น หรือแค่ 2 หรือ 3 harmonics
คือพอที่คนฟังแล้วจะรู้ว่าเป็นเสียงอะไร
สรุปแล้วคือก่อนที่จะ EQ ควรจะหาเพลงที่คล้ายๆกันและชอบเสียงที่เขาอัดมา
จากนั้นลองฟังเทียบก่อนค่อยใช้ EQ
ในตอน mix เข้าด้วยกันอันใหนหลีกกันได้ก้อพยายามหลีก
อย่าให้ frequency ไกล้เคียงมาทับกัน เลี่ยงไม่ได้ก้อควรจะ pan ไปคนละข้าง
*************************
อ. TUIST : PostPosted: Sat 25 May 2002 13:26
เพิ่งมาเปิดอ่านเพราะไม่ได้ดูมาหายวันเลยตอบให้ขึ้นมาอยู่ข้างบนหน่อยครับ
ตอบกันแบบมีประโยชน์ที่เปี่ยมล้นด้วยสาระอันเป็นคุณค่าโดยซานซึ้งใจมากจริงๆ ครับ
Reply แล้วเลยต้อง Post ซะหน่อย
ผมเคยแปลภาษาเพื่อวาง Spec ในงานประมูลเครื่องเสียงของทางราชการ
เกิดความวิบัติทางภาษาขึ้นอีกเยอะครับ บางทีเสียหายถึ้งขั้นล้มประมูลเลยก็มี
เพราะแค่ตอนประมูลเสมียนพิมพ์ผิด
EQ = Equalizer บางที่แปลว่าเครื่องปรับเสียงแต่ไม่รู้ว่าปรับไปทำไม แต่ที่ไกล้เคียงที่สุด
คือ เครื่องปรับแต่งความถี่เสียงระหว่างช่องย่านความถี่แบบ xxx ย่าน ( ฺBand )
อ่านแล้วมึนกันดีมั้ยครับ มีอยู่เจ้านึงเฮียแกจนโททางการตลาดจากนอก บอกเจ้าหน้าที่ว่า
ไอ้ อีควอไลเซ่อเนี่ยมังแปลว่าเครื่องทำให้เสียงทัดเทียมกันครับ มันเลยจำเป็นต้องใช้
สำหรับผู้ที่เข้า Web นี้แล้วต้องกินยาแก้แพ้ภาษาลอง Load Dictionary ไว้ในเครื่องครับ
รับรองว่าแปลแล้วมึนหนักกว่าเดิม
เซียนทั้งหลายช่วยตอบกันเยอะๆ อย่างนี้เหละครับถึงจะมัน ตอบกันเต็มที่เลยครับ
เดี๋ยวป๋าแกทนไม่ไหวแกจะได้ออกมาช่วยแปล สว่นผมก็จะคอยช่วยป่วน ไครเห็นด้วยยกมือขึ้นครับ
**************************
EQ เสียงกลอง
ที่มา : www.patid.com
อ. azusa : PostPosted: Fri 6 Dec 2002 08:05
ผมทำ html file ไว้สำหรับให้ดูเป็นตัวอย่าง สำหรับวงเล็ก 4-5 คน
Vocal, bass, guitar, drums.
คลิ๊กหนเดียวเบาๆ EQ ที่นี่
อ. azusa : PostPosted: Fri 6 Dec 2002 19:20
นี่ครับ อันนี้ผมแปลมาจากหนังสือ The drummer’s studio survival guide ของนาย Mark Huntly Parsons ครับผม อะไรที่อ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องก็ลองไปปรับ EQ ลองของจริงดูก็คงจะพอเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ
– กลองสแนร์  เค้าบอกว่า ถ้าต้องการเพิ่มหรือลดเสียง “air”  เฮ้อ แปลเป็นไทยยังดีไงอ่ะ แบบว่าถ้าปรับเพิ่มความถี่แถวนี้จะทำให้เสียงมันโปร่ง ระยิบระยับมากขึ้น ถ้าปรับลดก็จะทำให้เสียงมันทึบลงไป ความถี่ย่าน air นี้อยู่ประมาณ 16 kHz ครับ
– เสียงลวดสแนร์ อยู่ประมาณ 12 kHz (ลวดที่เค้าขึงข้างใต้กลองสแนร์อ่ะคับ)
– เสียง “crack” โอ้ย จะแปลว่าอะไรดีเนี่ย เอาเป็นว่าลองปรับที่ความถี่ย่าน 6-8 kHz ดูก็จะพอฟังออกว่าเสียง crack ที่ว่านี่มันเป็นไงนะคับ
– ย่าน 2-4 kHz นี่เค้าว่ามันจะเป็นความถี่ย่านเสียงกลาง ที่หยาบๆหน่อย (เฮ้อ ไม่เข้าใจกะคนเขียนเหมือนกัน ฮา ฮา) แต่ถ้าปรับความถี่ย่านนี้ลดลงจะทำให้เสียงนุ่มขึ้น
– การปรับเพิ่มย่าน 800 Hz-1.2 kHz จะทำให้สแนร์เสียงคล้ายกระดาษมากขึ้น มีเสียงหัวไม้กลองกระทบหนังกลองมากขึ้น
– เสียง Ring หรือเสียงก้องสะท้อนของตัวกลอง จะอยู่ประมาณ 500 Hz
– การปรับเพิ่มย่าน 125-250 Hz จะทำให้เสียงสแนร์แน่นขึ้น เค้าแนะนำว่าให้ลองเพิ่มตรงความถี่จาก 80-200 Hz ซักเล็กน้อย
– และปรับลดที่เสียงกลางลงนิด โดยให้ center frequency อยู่ที่ 800 Hz ปรับเพิ่มที่ 12.5 kHz เล็กน้อยเพื่อให้ได้ยินเสียงลวดสแนร์ที่ชัดเจนครับ ก็ลองๆดูฮะ
– กลองทอมนี่ ส่วนใหญ่จะปรับเพิ่มกันที่ความถี่ประมาณ 125 Hz เพื่อให้มันเสียงทุ้ม มีเนื้อมีหนังมากขึ้น
– เสียง Ring (เสียงประมาณ “ป๊อง…ป๊อง…”) จะอยู่ประมาณ 500 Hz ไม่ชอบก็ประลดลงได้ครับ ถ้าต้องการให้มีเสียง attack หน่อย (เสียงประมาณหัวไม้กระทบหนังกลอง) ก็เพิ่มที่แถวๆ 6.3-8 kHz
– กระเดื่องนี่เราสามารถลดเสียง overtone ที่ไม่ค่อยเพราะลงได้โดยการปรับลดที่ประมาณ 400-800 Hz (สำหรับ bass drum 24″) เราอาจจะปรับเพิ่มช่วง 6 kHz เป็นต้นไป เพิ่มให้มันมีเสียง “click” ของหัวกระเดื่องกระทบหนังกลองมากขึ้น
– ฉาบ แฉ hihat นี่ลองแถว 6, 8 (ความชัดเจน) กับ 12 kHz (ความระยิบระยับ) ครับ
อย่างไรก็ดี ผมว่าเสียงกลองที่ใช้กับ midi นี่เค้าคงบันทึก หรือสร้างมาดีพอสมควร คงไม่ต้องไปปรับแก้อะไรมาก แต่ถ้าอยากปรับเพิ่มลดตรงไหน ก็ลองดูตามย่านความถี่ที่บอกไปคับ คุณอาร์ตนอนดึกๆก็ลองปรับเล่น ทดลองดูก็ได้ฮะ จะได้รู้ว่าปรับช่วงนี้แล้วให้เสียงยังไง ถ้าปรับช่วงนี้ช่วงนั้นพร้อมกันจะเป็นยังไง
ถ้าผมใช้คำอธิบายประหลาดๆไปบ้างก็ต้องขออภัยนะครับ ไม่รู้จะเรียกเป็นภาษาไทยยังไงจริงๆ
********************
การ mix เสียงร้อง

อ. azusa: PostPosted: Thu 21 Aug 2003 05:04
ผมก็ใช้แบบเดียวกันครับ ใช้ Gate เพื่อตัด noise floorจากนั้นจะใช้ compressor หรือไม่ขึ้นอยู่กับนักร้อง แต่ปกติแล้วจะอัดเข้ามาก่อน แล้วใช้ทีหลังเพราะหากตั้งผิดทีแรกแล้วแก้ไม่ได้ หลังจากอัดเข้ามาแล้วจะใช้ compressor, EQ, reverb, de-esser (อันนี้เพลงภาษาไทยไม่ต้องใช้) ใช้อันใหนก่อนหลังก็ขึ้นอยู่กับเสียงที่อัดมา- EQ-ใส่ Highpass filter(Low cut) 75-80Hz
– 200 Hz สำหรับเสียงผู้หญิงให้แน่นขึ้น (ระวังอย่ามากเกินไปล่ะ),
– 3 kHz ช่วยให้ฟังคำชัดขึ้น,
– 5 kHz เพื่อให้ฟังชัดตอนช่วงเขาเสียงเบาหรือถูกเสียงอื่นทับ,
– 8 kHz สำหรับแยกเสียงหน้าหลัง (ตัดออกที่เสียงร้อง back up),
– 10 kHz หากต้องการให้เสียงใสขึ้น
– Q ประมาณ 1-1.4 , เพิ่มหรือลดไม่เกิน 6 dB
– EQ- นี่หมายถึงคร่าวๆไกล้เคียงนะ ไม่จำเป็นต้องลงตัวเพล๊ะ
และอาจมีแถม delay เข้าไปด้วย แต่แยกออกไปต่างหาก ไม่ให้ไปทับกันกับ original ไม่งั้นมั่ว นอกจากนี้หากจะใช้พวก flange, phaser, vocoder สำหรับเสียงพิเศษออกไปต่างหาก

********************
การ mix กลองกะเบส

อ. azusa: PostPosted: Sun 24 Aug 2003 13:16
ก่อนอื่นอย่าถือว่าเป็นศูตรนะครับ เดี่ยวเสียงออกมาเหมือนกันหมด เมื่อจะเข้า mix แล้วคงไม่ต้องพูดถึงวิธีอัดนะ เพราะกลองนี่ต้อง tune ก่อนอัดหากไม่ได้ tune ก่อนเอามาทำทีหลังเสียงอาจดีหรือไม่ดีไม่รับประกันเริ่มด้วยตั้ง level ก่อน ทุกอันไม่ควรตั้งเกิน 0 dB หากเสียงอันใหนต้องตั้งให้เกินนั้น ควรจะลดอันอื่นลงพวกเสียงกลองนี่ทั้งหมดจะหมายถึง peak เพราะเสียงมันสั้นมาก จะดูจาก RMS ไม่ทัน
– bass drum = 0 dB , pan เที่ยงตรง
– snare = -2 dB pan ส่วนมากจะเหลื่อมจากตรงกลางมานิด เพื่อจะหลบเสียงร้อง
– hi hat = – 20 ถึง-25 dB ตามแต่ชอบ , pan 10 โมง หรือ บ่าย 2 เลือกเอาว่าจะให้มือกลองถนัดซ้ายหรือขว
– crash = -25 dB เมื่อก่อนนิยม pan ซ้ายขวาสุด แต่เดี๋ยวนี้ อยู่ไกล้ hi hat
– tom = -6 จนถึง -3 อันนี้ส่วนมากยังชอบ pan กันแบบสุด ซ้ายไปขวา หรือ กลับกัน
–  percussion อันอื่น -20 ถึง -25 ส่วนมากจะ pan ออกไปข้างๆเพื่อหลบเสียงอื่น
– Bass = -10 dB
นี่คือ level ที่ตั้งเริ่มต้นนะครับ จากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลง นิดหน่อย หลังจากเอาเสียงอื่นเข้ามาจบท่อน 1
อ. azusa: PostPosted: Tue 26 Aug 2003 06:28
ภาค2 :
ตอนนี้มาถึงเริ่มยากขึ้น หลังจากตั้ง level ได้ที่แล้ว ต้องฟังก่อน ว่าจะใส่อะไรเข้าไปอย่าเพิ่งใส่อะไรเข้าไปจนกว่าจะจำเป็นเราจะรู้ได้ยังไงว่าจำเป็น?หากไม่แน่ใจ ต้องหาเพลงที่เขาทำไว้แล้วฟังเทียบดู ส่วนมากจะเป็น compressor หรือ EQใส่อะไรก่อน?จะไปรู้เรอะ ตัวใครตัวมัน หากเป็นผมคงใส่ compressor ก่อน เหตุผลคือหากเราใส่ EQ ไปก่อน เราจะไปเพิ่ม level ของเสียงอันนั้นและนิสัยของทุกคนคือหากขาดอะไร จะเพิ่มอันนั้น แต่มันกลับกันกับเรื่องเสียง (อันนี้
เอาไว้ก่อน อธิบายทีหลัง)
หากเราไปเพิ่ม level ของเสียงอันนั้น compressor จะเข้ามาทำงาน เพราะหน้าที่ของมันคือลดเสียงอันนั้นเช่นหากเราไปเพิ่ม EQ สำหรับ bass ที่ 100 Hz ไอ้ตัว compressor นี่มันจะเริ่มทำงานทุกครั้งที่ threshold เกินขึ้นในเมื่อ level ตรง 100 Hz เพิ่มขึ้น compressor จะไปลด freq. ส่วนอื่นไปด้วย เสียงก็เลยยิ่งแย่ไปการใหญ่หากจะใส่ EQ ตอนนี้ควรจะเป็น high pass ตรง 50 Hz (freq. ที่ต่ำกว่านี้หากไม่มี monitor ใหญ่ๆ แบบห้องอัดเสียงเราจะไม่ได้ยินชัดหรือไม่ได้ยินเลย)แล้วอย่างงี้ใส่ multiband compressor หลังจาก EQ ก็ไม่เป็นไรแล้วสิอืมน่าคิดนะ ดูจากรูปข้างล่างนี้แล้วคงจะเข้าใจ ต่อภาค 3
อ. azusa: PostPosted: Wed 27 Aug 2003 12:38
ภาค 3:
ขอโทษทีไปอ่านตรงหัวข้อถามเรื่อง mix แบบคร่าวๆ เลยฝอยเพลินนี่แสดงว่าอยากได้ตัวเลข เอาเลยครับ “Mix by numbers”
ปกติแล้ว bass ต้องใช้ compressor เข้าไปคุมให้อยู่กับที่ แต่ส่วนมากคนที่นี่จะใช้ sample กัน
พวก sample ก่อนออกมาขายจะ compress และ EQ มาเรียบร้อย ที่เหลือสำหรับเราจะทำคือ ทำให้เสียงมันออกไกล้ analog มากทีี่สุด อาจเติมพวก tube stimulator หรือ distortion เข้าไปหากต้องการให้เสียงแน่นขึ้นอีก ตั้ง ratio อย่าเกิน 3:1 แล้วตั้ง output gain ให้เท่ากับ gain reduction ที่ถูกลดลง แล้วลองฟังดูครับ
ตอนนี้ที่กำลังติดใจมากที่สุดคือ Camel Phat ซึ่งนอกจากจะใช้เป็น compressor แล้วยังมี distortion อยู่ในตัวเดียวกันพวก Heavy Metal ทั้งหลายแน่นอนว่าใส่ distortion ในเสียง bassกลองก็เช่นกัน bass drum, snare, toms … ใช้ compressor หมดยกเว้น crash กับ ride จะใช้ limiter แทนเพราะหาก compress อันนี้แล้วเสียงมันจะออกไม่ธรรมชาติเลย
EQ..Q-1 = 1 1/3 octave, Q-1.4 = 1 octave
* 50Hz Q=1.4
-เพิิ่มให้เสียงมันเต็ม<->ลดหากมันมากเกินไป ใช้กับ bass drum, tom, bass
* 100Hz Q= 1-1.4
-เพิ่มหากต้องการเสียง bass แบบอัดๆ (อธิบายไม่ถูก)
* 200Hz Q = 1.4
-เพิ่มหากต้องการเสียง snare เต็มๆ ให้เสียงออกตั้กๆ
-ตัดออกตรงใช้กับ crash, ride เพื่อเอาเสียงก๊องๆออก (เสียงไม้ตีกระทบฉาบ)
* 400Hz Q = 1-1.4
-เพิ่มเมื่อต้องการให้ได้ยิน bass ชัดขึ้น
(เคยอ่านเจอจากมือ bass ที่มีชื่อเสียงมากคนนึง เขาบอกว่าต้องเป็น 368 Hz; ไม่รู้ว่าเขาเอาตัวเลขมายังไง เพราะ F#4 = 369.994 Hz. Rolling Eyes)
-ลดลงหากเสียง bass drum หรือ tom เสียงเหมือนตอนทุบกล่องกระดาษ
-ลดลงหากดเสียงฉาบทั้งหลายก้องเกินไป
*ระหว่าง 350-400 Hz นี่สำคัญมากสำหรับ bass และ bass drum หากต้วใหนเพิ่มอีกตัวควรลด*
* 800Hz Q = 1.4
-เพ่ิมเมื่อต้องการให้เสียง bass มีลักษณะเพิ่มขึ้น
* 1.5KHz Q = 1.4
-เพิ่มหากต้องการเสียง pick หรือนิ้วกระทบสาย bass (คนที่ใช้ Triology มีอันนี้ด้วย)
* 2.5 – 3KHz Q = 1.4
-อันนี้เพิ่มเสียงกระเดื่องให้มันออกต๊อกๆ
* 3KHz
-หากยังกระทบของ bass ไม่พอเพิ่มอีก octave ตรงนี้ (1.5 x 2 ) Q =1.4
-เพิ่มเสียงกระแทกให้ snare Q =1.4 – 2.8.
* 5KHz Q = 1.4
-หากต้องการเสียงนิ้วกระทบสายมากขึ้นอีกเพิ่มอันนี้ แต่ส่วนมากจะใช้กับ acoustic bass ในเพลง jazz
* 7KHz Q = 1.4-2.8
-เมื่อไรก็ตามหากต้องการเสียงโลหะ กริ๊งๆ (ฉาบหรือส่วนอื่น) เยอะขึ้นหรือน้อยลงเพิ่มหรือลดอันนี้
* 10KHz Q = 1.4
-เพิ่มหรือลดเสียงแสบๆของฉาบ
* 15KHz Q = 1.4
-เพิ่มหรือลดเสียงแสบๆของฉาบ
เสียงอันใหนที่ตัด low freq. ได้ก็ใช้ High pass (Low cut) ตัดมันออกซะเพื่อที่เสียงรวมๆจะใสมากขึ้น เริ่มจากต่ำไปสูงหากไม่แน่ใจว่าตรงใหนก็ใช้ sweep เอา ว่าจะเขียนให้จบ หมดเวลาแล้วครับ ต่อตอนใหม่แล้วกัน
อย่าลืมนะว่าพวก sample ทั้งหลายก่อนจะออกมาขาย compress และ EQ มาเรียบร้อยแล้ว

อ.james-007; PostPosted: Thu 28 Aug 2003 12:48
สุดยอดเลยครับ แต่ผมมีข้อสงสัยอยู่ว่าผมใช่โปรแกรม Reason .v2 พวกเสียงกลอง มันจะไป EQ ยังไงครับ ในเมื่อ มันไม่ได้แยกแทรก มันรวมกันเป็นชุดเลย ผมถามแบบว่าผมเพิ่งใชโปรแกรมนี้ไม่นานนะครับ ใช่เป็นบ้างแต่ไม่ค่อยชำนาญเท่าไหล่ไม่แน่ใจว่ามันทำได้ยังไง หรือว่าไม่ต้องทำ ครับ
อ.sawasdee; PostPosted: Thu 28 Aug 2003 13:16
assign ที่ output ของ module ใน reason สิครับ…เช่นให้ snare ไปออกที่ 3-4 insert parametric EQ จัดการด้าน mid bands แล้วไปใช้ lo/hi EQ ที่ mixer
อ. azusa: PostPosted: Fri 29 Aug 2003 06:00
ภาค4 : FX ต่างๆ
ก่อนอื่นต้องบอกเช่นเคยว่า ฟังดูก่อนว่าต้องใส่ไปหรือไม่ หรือต้องการใส่ไม่ใช่ว่าสามารถใส่เข้าไปได้ก็ใส่มันทุกอัน
และไม่ขอกล่าวถึง hardware เพราะดูเหมือนว่าแถวนี้จะมี software กันมาก และมีเยอะกว่าผมอีกPlug in มีหลายยี่ห้อที่ทำงานเหมือนกัน หากไม่ได้เอ่ยชื่อไม่ได้แสดงว่าไม่ดี เพียงแต่ว่าไม่มี และไม่เคยใช้
Reverb:
* ส่วนมากแล้วทุกอันจะใส่ reverb หมดยกเว้น bass และ bass drum (อันนี้อาจใส่เข้าบ้างแต่นิดเดียวจริงๆ หรือหากอยากใส่เข้าไปก็เอาเลยครับ)
* ชนิดของ reverb ส่วนมากจะเป็นแค่ room หรือearly reflection ยกเว้น snare
* snare นี่ส่วนมากจะแยกออกมาต่างหากเลย อาจใช้ hall reverb + gate เพื่อให้เสียงใหญ่มโหราน (เมื่อก่อนทุกเพลงใช้ เดี่ยวนี้น้อยลง) บาง plug in อาจมี preset อันนี้ที่เรียกว่า reverb gate หรือ gate reverb ใช้กันมาก
-อันนี้ต้องยกให้ Phil Collin เขาเป็นคนคิดขึ้นมา ฟังจาก “In the Air” จะเห็นได้ชัดมาก
วิธีทำคือใช้ hall reverb แล้วเปิดให้เต็มที่ เลือกเอาที่มันมีหาง reverb (reverb tail, decay หรือชื่อคล้ายกัน)
หลังจากนั้นส่งเข้าไปที่ gate แล้วเลือกวิธีต่างๆตามแต่จะมี สั่งให้มันเปิดปิด ให้เข้ากับ tempo
วิธีเปิดปิดของ gate จะใช้ตั้ง level, time คือเมื่อเราตั้งไว้อย่างนี้ เสียงอันกังวาลจะถูกตัดทันที (ใน Reason ใช้ตั้ง CV ให้มาเป็นตัวคุมได้สบายมาก) ส่วนมากจะให้ gate ปิดตรงจังหวะถัดมา เพื่อจะได้ไม่ไปกลบเสียงอันอื่น
-แต่หากไม่ต้องการใช้ gate reverb ก็ใช้อันใหนก็ได้ที่ฟังแล้วมันเข้าบรรยากาศของเพลง
* ใน reverb จะเห็นมี diffuser ใส่มันเข้าไปอย่างน้อย 50% (ฟังเอาครับ) เหมาะกับเสียงกลองทั้งชุด เพราะทำให้เสียงกระจายเต็มห้อง
Reverb ของกลองส่วนมากจะสั้นๆ ยกเว้นบางครั้งที่ snare ที่กล่าวมา หากไม่รู้จะใช้อันใหนก็เลือกฟังจาก preset ครับเพราะเรื่อง reverb นี่ต้องอธิบายกันยาวเหยียดมาก หลายคำที่ยังไม่รู้ว่าจะแปลเป็นไทยยังไง
100% wet หมายถึงเสียง reverb อย่างเดียว ส่วนมากจะใช้แค่ไม่เกิน 25 %
Auto pan – เห็นหลายคนใช้กับ hihat ตั้งให้มันเลื่อนไปมาระหว่างซ้ายขวาอย่าให้เร็วนะ ให้เหมือนมันลอยไปช้าๆ หรือเปลี่ยน ตำแหน่งไปทุกจังหวะ (เพลงของ madonna มีหลายอันที่ใช้อันนี้)
Phaser, chorus, flange- เห็นหลายคนใช้กับฉาบ โดยเฉพาะ phaser , chorus แตะเบาๆจะทำให้เสียงกว้างขึ้น, flange ใช้กับเสียง hi hat
อีกอันคือ reverse crash อันนี้เอาเสียง reverb tail แล้วเอามากลับกัน ตั้งเสียงเริ่มก่อนจังหวะ ตรงท้ายลงจังหวะพอดี
Max bass, Renaissence bass- อันนี้ใช้สำหรับเพิ่ม harmonic ให้กับ bass ช่วยให้ได้ยินเสียง bass ชัดขึ้นเวลาฟังจากลำโพงเล็ก (เวลาใช้ควรฟังรวมกับเสียงอื่น หากใช้ solo เวลาไปรวมกับอย่างอื่นแล้วมันจะกลบเสียงอื่น ระวังให้ดี)
บางครั้งใช้นิดๆช่วยเสียง bass ได้มาก
หากต้องการเสียง bass ทีลงไปต่ำลึกๆ มีพวก bass synthesizer ที่เป็น hardware หลายอัน พวกนี้จะเพิ่มตัวโน๊ตของ bass หรือ bass drum ลงไปอีก octave
อัน VST แบบฟรีเห็นมีหลายอันที่เคยใช้คือ Empire ระวัง woofer จะพัง
Renaissence Vox- อันนี้เขาทำมาใช้เป็น compressor สำหรับเสียงร้อง แต่ใช้กับ bass, bass drum, snare, hihat ได้ดีมาก เพราะเสียงดี, ใช้ง่าย, และไม่ pump มาก (อันนี้ลืม -มันตกออกมาจากภาค 2 )
De-esser- ปกติอันนี้จะใช้คุมเสียง “S” “Z” “T” (เพลงไทยส่วนมากไม่ต้องใช้)
อันนี้เจอโดยบังเอิญ คือเคยมีปัญหาเรื่องพยายามคุมเสียง hi hat ไม่ให้เสียงไปทับ track อื่น และคุม freq. ด้วยไปในตัว หาไปหามาก็ลองอันนี้เข้าเลยติดใจ จากนั้นก็ใช้มาเรื่อย ยิ่งหากว่าคุณสามารถใช้ automation control จาก sequencer ที่ใช้จะเยี่ยมมาก เพราะสามารถเปลี่ยน parameter ได้ทั้งเพลง ทำให้เสียงเหมือนธรรมชาติมาก
Time delay ระหว่าง track – อันนี้ใช้กันมากครับ โดยเฉพาะทำให้เสียงมันเข้า groove กัน หลังจากได้เสียงกลองมาทั้งหมด หากเสียงมันแน่นกันมากเกินไปก็ใช้พวก freq. spreader เช่น BBE (หลายคนไม่กล้าบอกว่าใช้ ไม่รู้ทำไม)…จบแล้วครับ เพราะตอนนี้นึกได้แค่นี้ หลายอย่างก็ยืมเขามา หลายอย่างก็จากที่เคยทำหากผิดตกตรงใหนก็ช่วยแก้ด้วยอย่าลืมว่า หากเสียงมันดีอยู่แล้วอย่าไปแตะมัน เพลงสมัยก่อนไม่ได้ใช้อะไรมากเลย และหลังจากนั้นต้องเอาไปเทียบกับส่วนอื่นของเพลง แต่งให้เข้ากัน อันใหนหลบกันได้ก็หลบ ข้อสำคัญคือพยายามทำให้เสียงออกมาชัด ถูกใจคุณ และอย่าลืมว่าเพลงทั่วไปเสียงร้องมาก่อน อย่างอื่นต้องหลบทางให้
…ลืมอีกอย่าง Pitch shift ครับ ใช้กับหลายกลองและ hi hat….

********************
“ข้อความทั้งหมดนี้ยกเครดิตให้เวบไซต์ www.patid.com
ผมผู้เผยแพร่ต่อไม่ได้มีเจตนา ในทางการค้าหรือแอบแฝงใดๆ
เพียงอยากให้ และเห็นว่า เนื้อหามีประโยชน์และสาระ ที่คู๋ควร
แก่การศึกษา สำหรับผู้สนใจ ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ใหเกิด
ประโยชน์ต่อไป ขอขอบพระคุณครับ…ไผ่ ” 09-06-53

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: